แฮกเกอร์โจมตีระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตและธนาคารเลือดในฝรั่งเศส: จากอาหารเน่าเสียสู่ความเสี่ยงต่อพลาสมา

แฮกเกอร์โจมตีระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตและธนาคารเลือดในฝรั่งเศส: จากอาหารเน่าเสียสู่ความเสี่ยงต่อพลาสมา
แฮกเกอร์โจมตีระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตและธนาคารเลือดในฝรั่งเศส

ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ฝรั่งเศสเผชิญการโจมตีทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่ระบบควบคุมอุณหภูมิ (OT/IoT) ของตู้เย็นและห้องเย็น โดยเริ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่ง แล้วขยายไปยังผู้ให้บริการของสถาบันโลหิตแห่งชาติฝรั่งเศส (Établissement Français du Sang หรือ EFS) ซึ่งสร้างความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารและสาธารณสุข

การโจมตีซูเปอร์มาร์เก็ต (กลางเดือนตุลาคม 2569)

ในคืนวันที่ 11-12 ตุลาคม 2569 แฮกเกอร์เจาะระบบควบคุมตู้เย็นและตู้แช่แข็งที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่งทั่วฝรั่งเศส โดยสั่งให้ระบบเข้าสู่โหมดละลายน้ำแข็งแบบบังคับและเพิ่มอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลานานหลายชั่วโมง (บางรายงานระบุ 4-6 ชั่วโมง)

ผลกระทบเกิดขึ้นกับเครือข่ายใหญ่หลายแห่ง เช่น Intermarché (และแบรนด์ Netto) ประมาณ 150-300 สาขา, Coopérative U ประมาณ 80-100 สาขาขึ้นไป, Carrefour ประมาณ 80 สาขา, Monoprix ประมาณ 5% ของสาขา และบางสาขาของ E.Leclerc รวมแล้วมีรายงานประมาณ 400-700 ร้านค้าได้รับผลกระทบ

ผลลัพธ์คืออาหารสดและแช่แข็งเสียหายจำนวนมาก ร้านค้าต้องทิ้งสินค้าทิ้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพ บางแห่งเกิดไฟไหม้เล็กน้อยจากความร้อน และความเสียหายโดยรวมถูกประเมินว่าอาจสูงถึงหลายสิบล้านยูโรในวันเดียว ระบบที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตอย่าง Danfoss (เดนมาร์ก) และบางส่วนจากผู้ผลิตรายอื่น โดยหลายอุปกรณ์เป็นรุ่นเก่าที่ไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัย หรือมีการตั้งค่าที่ไม่ปลอดภัย เช่น การเปิดเผยสู่เน็ตโดยตรงและรหัสผ่านอ่อนแอ

สำนักงานอัยการกรุงปารีสเปิดคดีสอบสวนการโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ นายกรัฐมนตรี Sébastien Lecornu สั่งให้หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (ANSSI) ตรวจสอบ และมีการประสานงานกับประเทศในยุโรปบางแห่งที่อาจได้รับผลกระทบคล้ายกัน

การโจมตีระบบของธนาคารเลือด (ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569)

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ในคืนวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2569 แฮกเกอร์พุ่งเป้าไปที่บริษัท Coolworld ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดูแลและบำรุงรักษาตู้คอนเทนเนอร์/ห้องเย็นให้กับ EFS โดยเฉพาะในพื้นที่ Bourgogne-Franche-Comté

พวกเขาตั้งโปรแกรมให้ห้องเย็นที่ปกติรักษาอุณหภูมิประมาณ -30 องศาเซลเซียส (สำหรับเก็บตัวอย่างเลือดและพลาสมาแช่แข็ง) พุ่งสูงถึง 110 องศาเซลเซียส เหตุการณ์ถูกตรวจพบโดยช่างเทคนิคเวรในคืนนั้น

กระทรวงสาธารณสุขและ EFS ระบุว่า “ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน” (zéro conséquence opératoire) เพราะตรวจพบและแก้ไขได้ทันเวลา ไม่กระทบห่วงโซ่การถ่ายเลือดหรือผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ามีพลาสมาแช่แข็งที่เตรียมไว้สำหรับการถ่ายเลือดเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่แค่ตัวอย่างเพื่อการเฝ้าระวังเท่านั้น

เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นความต่อเนื่องของการโจมตีรูปแบบเดียวกันกับซูเปอร์มาร์เก็ต โดยใช้การควบคุมระยะไกลผ่านระบบ OT/IoT ของผู้รับจ้างช่วง

บทวิเคราะห์และผลกระทบ

การโจมตีทั้งสองครั้งเน้นย้ำความเสี่ยงของระบบปฏิบัติการเทคโนโลยี (Operational Technology) ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องเป็นแรนซัมแวร์แบบเข้ารหัสข้อมูล แต่สามารถสร้างความเสียหายทางกายภาพได้โดยตรง ทางการฝรั่งเศสและผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสาเหตุหลักมักมาจากช่องโหว่พื้นฐาน เช่น อุปกรณ์เก่า รหัสผ่านอ่อนแอ และการเปิดเผยสู่เน็ตโดยไม่มีการป้องกันเพียงพอ

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการเรียกร้องให้เร่งยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานวิกฤต ทั้งด้านอาหารและสาธารณสุข และเป็นเครื่องเตือนใจว่าการโจมตีไซเบอร์สามารถขยายจากความเสียหายทางเศรษฐกิจไปสู่ความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชนได้

แหล่งอ้างอิงหลัก

  • รายงานจาก CNN, The Guardian, BBC, Reuters, Al Jazeera เกี่ยวกับการโจมตีซูเปอร์มาร์เก็ต (ตุลาคม 2569)
  • รายงานจาก Le Canard enchaîné, 20 Minutes, GBHackers และสื่อฝรั่งเศสเกี่ยวกับการโจมตีระบบ EFS/Coolworld (พฤศจิกายน 2569)