ดราม่าวงการหนังสือไทย: ความขัดแย้งระหว่าง “นายพินต้า” กับ J เรื่องบูธงานมหกรรมหนังสือในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
วงการหนังสือไทยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากข้อพิพาทระหว่าง กิตติศักดิ์ คงคา หรือที่รู้จักในนาม “นายพินต้า” เจ้าของสำนักพิมพ์ 13357 กับบุคคลที่เขาเรียกว่า “J” ซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนักพิมพ์ PS (ปนิธิตา)
ประเด็นหลักคือการจัดสรรบูธในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติที่จัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในเวลาต่อมา
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
ตามคำชี้แจงของกิตติศักดิ์ในโพสต์ยาวเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ทั้งสองฝ่ายมีประวัติทะเลาะกันมาก่อนหน้านี้ J เคยวิจารณ์การทำงานในส่วนงานของกิตติศักดิ์อย่างรุนแรง โดยระบุว่า “ถ้าทำงานไม่เป็นก็ให้ลาออกให้คนอื่นมาทำ” กิตติศักดิ์ตอบกลับว่างั้นเขาจะลาออกให้ J มาทำแทนไหม แต่ J ปฏิเสธว่าไม่สะดวก จากนั้นทั้งคู่แยกย้าย
ต่อมา J และกลุ่มเพื่อนเริ่มวิจารณ์การทำงานของสมาคม โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การจัดสรรบูธ กิตติศักดิ์ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการสมาคม (มีกรรมการทั้งหมด 15 คน) เลือกไม่ตอบจนกว่าจะถูกระบุตัวโดยตรงและถูกกล่าวหาว่า “เป็นกรรมการได้อะไรมากกว่าที่คิด” และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อผลประโยชน์ให้ตัวเอง
กิตติศักดิ์ยืนยันว่า J ไม่ได้ตั้งคำถามหรือข้อสังเกตอย่างเป็นทางการ แต่เลือกโพสต์ในที่สาธารณะ ทั้งที่เคยร้องเรียนและยื่นตรวจสอบผ่านช่องทางปกติมาก่อน
ประเด็นหลัก: การจัดสรรบูธและการจับสลาก
จุดศูนย์กลางของดราม่าคือจำนวนบูธในงานหนังสือรอบตุลาคม 2569 เทียบกับรอบมีนาคม 2569 กิตติศักดิ์อธิบายหลักเกณฑ์ว่าสมาคมใช้ตัวเลขบูธที่สะท้อนการเติบโตจริง และยึดมติกรรมการเป็นหลัก การจัดตามจำนวนปกใหม่จะเอื้อสำนักพิมพ์มากเกินไปและไม่ยุติธรรมกับร้านหนังสือที่รับหนังสือคนอื่นมาขาย
ในกรณีของ PS ซึ่งจอง 10 บูธในรอบมีนาคม 2569 เมื่อถึงรอบตุลาคมพื้นที่ไม่พอ จึงต้องจับสลาก (มีวิดีโอบันทึกทุกขั้นตอน) ส่งผลให้ได้เพียง 8 บูธ ภายหลังสมาคมได้พื้นที่เพิ่มจึงติดต่อเสนอขยายกลับเป็น 10 บูธ แต่ทางฝั่ง PS ปฏิเสธ ขอรับเพียง 8 บูธ ส่วน bookscape จองและได้ 2 บูธทั้งสองรอบ
กิตติศักดิ์ระบุว่าเขาตอบคำถามเหล่านี้หลายครั้ง แต่ถูกกรรมการสมาคมเตือนให้หยุดโต้เถียงในที่สาธารณะเพราะกระทบภาพลักษณ์ เขาจึงหยุดตอบ
จากข้อสังเกตสู่การกล่าวหา “คุกคาม” และฟ้องร้อง
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อ J นำรูปและตัวเลขบูธของกิตติศักดิ์ไปโพสต์ในพื้นที่ส่วนตัว ข้อความถูกมองว่าส่อไปในทางไม่ซื่อสัตย์ กิตติศักดิ์จึงเข้าไปถามในพื้นที่ปิดว่าหมายความว่าอะไร จากนั้นข้อความถูกแคปไปเผยแพร่ในกลุ่มสาธารณะ พร้อมกล่าวหาว่าเขาในฐานะกรรมการ “คุกคาม”
กิตติศักดิ์อธิบายว่าเขาตกอยู่ในวงจรปิด:
- ตอบในที่สาธารณะ → สมาคมห้าม
- ตอบในที่ส่วนตัว → ถูกแคปไปกล่าวหาว่าคุกคาม
- ขอให้สมาคมออกแถลงการณ์หรือจัดการ → สมาคมมีมติว่าเป็นปัญหาระหว่างบุคคลกับบุคคล ไม่เกี่ยวข้อง
เขายังระบุว่ามีบุคคลที่สามแจ้งว่า J รู้เรื่องการสนทนาในกลุ่มกรรมการทั้งหมด เชิงว่ามีคนในคณะกรรมการส่งข้อมูลให้ข่าวลือแพร่กระจาย มีคนขู่ว่าจะนำเรื่องไปพูดในงานหนังสือและเผาหนังสือของเขา กิตติศักดิ์จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย โดยคำนวณจากรายได้จากงานหนังสือปีละประมาณ 15 ล้านบาท หากถูกขับออกและออกงานไม่ได้เป็นเวลา 2-3 ปี ความเสียหายจะสูงถึงราว 50 ล้านบาท
ตอนประกาศฟ้อง เขาขอให้ทุกคนอย่าโจมตี J และปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมาย
ปฏิกิริยาและการขยายวง
หลังการฟ้อง J โพสต์ว่านายกสมาคม “ลงชื่อ” เป็นพยานฝ่ายโจทก์ แต่กิตติศักดิ์ยืนยันว่านายกไม่ได้ลงชื่อใด ๆ ทนายเพียงระบุชื่อเป็นพยานอ้างอิงเท่านั้น (สามารถระบุชื่อใครก็ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมล่วงหน้า)
นักเขียนและสำนักพิมพ์ที่ใกล้ชิดกับ J ออกมาโพสต์จำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาพลักษณ์กลายเป็น “การฟ้องปิดปาก” ร่วมกันระหว่างกิตติศักดิ์กับสมาคม ทั้งที่ตามคำบอกเล่าของกิตติศักดิ์ สมาคมไม่เคยช่วยเหลือเขาเลย และบางกรรมการยังส่งข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้าม
กิตติศักดิ์ถูกวิจารณ์และด่าทอเป็นวงกว้าง รวมถึงเรื่องส่วนตัว มีผู้ประกาศจะไม่สนับสนุนหนังสือของเขาอีก
มุมมองจากทั้งสองฝั่งและสถานะปัจจุบัน
จากฝั่งกิตติศักดิ์ นี่คือข้อพิพาทระหว่างเจ้าของสำนักพิมพ์กับเจ้าของสำนักพิมพ์ ไม่ใช่การฟ้องปิดปากคนตัวเล็ก เพราะบูธของฝั่ง J ในงานหนังสือมีขนาดใหญ่กว่า และเขาได้พยายามชี้แจงมาหลายรอบแล้วแต่ความเข้าใจผิดไม่ถูกแก้ไข
จากฝั่งวิจารณ์หลายคนมองว่าสมาคมควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้ในการจัดสรรบูธ และควรถือว่าเป็นเรื่องของสมาคมมากกว่าปัญหาส่วนบุคคล เพราะสมาคมเป็นผู้จัดสรรผลประโยชน์ให้สมาชิก
จนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 กิตติศักดิ์ยังคงโพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมและขอให้ทุกฝ่ายลดคำพูดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง โดยย้ำว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
ดราม่าครั้งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของวงการหนังสือไทยทั้งเรื่องความโปร่งใสในการจัดสรรพื้นที่งานหนังสือ ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการกับสมาชิก และขอบเขตระหว่างการตั้งข้อสังเกตกับการกล่าวหาที่อาจกระทบธุรกิจโดยตรง เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กระบวนการศาล และสังคมยังคงจับตาอย่างใกล้ชิด